5 อุตสาหกรรมที่จะถูก “ปัญญาประดิษฐ์(AI)” เข้ามาแทนที่ในอีก 10 ปี ข้างหน้า!

1196
แชร์บทความนี้

ปัญญาประดิษฐ์หรือ Artificial intelligence (AI) เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีใหม่ที่ร้อนแรงที่สุดในปัจจุบันและผู้ประกอบการมากมายต่างก็กำลังตื่นตัวอย่างมาก ว่าเจ้าปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้จะส่งผลอย่างไรต่อพวกเขาบ้าง มีการคาดการกันว่าระบบ AI จะถูกนำมาใช้ในระบบบริการลูกค้าถึง 85% ภายในปี 2020 และจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจถึง 33 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายว่าระบบ AI เข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจได้อย่างไร แต่ถ้าจะอธิบายอย่างง่ายๆ ก็คือ  AI เริ่มต้นจาก “Internet of Things (IoT)” ซึ่งเป็นระบบอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อกันและใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่ของสิ่งต่างๆ เมื่อมีข้อมูลสะสมจนถึงจำนวนหนึ่งมันจะกลายเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า “Big Data” ซึ่ง AI จะใช้ข้อมูลตรงนี้ในการวิเคราะห์และตีความ เมื่อมีข้อมูลจำนวนมหาศาล จนมนุษย์ไม่สามารถประมวลเองได้หมด ระบบ AI จึงเป็นทางเลือกเดียวที่เรามี แต่ทว่าตัวระบบ AI ก็ไม่ได้รู้ไปหมดทุกอย่าง แต่ต้องอาศัยระบบ Machine Learning ซึ่งเป็นการป้อนชุดข้อมูล เพื่อให้ AI เรียนรู้ในการประมวลผลข้อมูลด้วยตนเองขึ้นมาด้วย

การมาของระบบ AI กำลังจะกลายเป็นรูปแบบใหม่ของการประมวลผลและการตีความข้อมูลขนาดใหญ่ ที่ไม่เคยมีมาก่อน และต่อไปนี้คือ 5 อุตสาหกรรมที่จะถูกระบบ AI เข้ามาเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง ไปชมกัน!

1. อุตสาหกรรมด้าน ‘การดูแลสุขภาพ’

ดูเหมือนว่าอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพจะรอคอยการเปลี่ยนแปลงระบบภายในมาซักพักแล้ว และ AI อาจเป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะช่วยได้ อย่างที่ Dr. Emmanuel Fombu ผู้เขียนเรื่อง The Future of Healthcare กล่าวว่า “มีการถกกันว่าปัญญาประดิษฐ์นั้นจะเป็นสิ่งเดียวที่เปลี่ยนโฉมหน้าของอุตสาหกรรมประเภทนี้ได้มากที่สุด  เพราะมันจะช่วยประหยัดเวลาของแพทย์ผู้รักษา ด้วยการเข้ามาช่วยในระบบการจัดการยาและการรักษาแบบใหม่ได้ นอกจากนี้ยังสามารถดูแลสุขภาพส่วนบุคคลให้กับผู้ป่วยทุกรายที่อยู่ในระบบนั้นได้ด้วย”

AI จะเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของเราต่ออุตสาหรรมการดูแลสุขภาพไปอย่างมากแน่นอน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือมันสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้อีกเป็นจำนวนมาก เช่นว่า AI จะสามารถช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากผลข้างเคียงของยาได้อย่างมหาศาล จากการที่เข้ามาจัดการระบบข้อมูลของยาและข้อมูลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

2. อุตสาหกรรมด้าน ‘การตลาด’

อุตสาหกรรมการตลาดกำลังพึ่งพาเครื่องมือต่างๆ และระบบอัตโนมัติมากขึ้นเรื่อยๆ หากใช้อย่างถูกวิธี AI จะสามารถช่วยให้พวกเขาเข้าถึงและดูแลลูกค้าเป็นรายบุคคลได้มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า และในขณะเดียวกันก็ยังขายผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้นอีกด้วย

มีแนวโน้มว่าในอีกสิบปีข้างหน้า การตลาดจะหันมาพึ่งพาเทคโนโลยี AI และระบบ Machine learning เป็นหลัก เพื่อพัฒนาการจัดเก็บข้อมูลรายบุคคลต่อไป ในลักษณะเดียวกันกับที่ Netflix มีระบบแนะนำ ภาพยนตร์หรือซีรีย์จากประวัติการเข้าดูของผู้ใช้ที่มีรสนิยมใกล้เคียงกัน เป็นไปได้ว่าเครื่องมือทางการ ตลาดยุคต่อไปจะใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลและโต้ตอบกับลูกค้าได้อย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาด้วย

3. อุตสาหกรรมด้าน ‘วิถีชีวิต’

มีการใช้ระบบ AI เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิต อย่างเช่น เครื่อง Alexa ของ Amazon หรือระบบช่วยผู้ช่วยส่วนตัวยอดนิยมอย่าง Siri ของ Apple และเป็นไปได้ว่าเราจะยังต้องพึ่งพาอุปกรณ์เหล่านี้ต่อไปอีกนานเพื่อช่วยจัดการสิ่งต่างๆ ในชีวิตให้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาเส้นทาง หรือการจองโรงแรมผ่านระบบพนักงานต้อนรับเสมือนจริง แบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตผู้คนมักมีขอบเขตในการใช้ AI ที่ชัดเจนกว่าอุตสาหกรรมในด้านอื่นมาก เนื่องจากผู้บริโภคเลือกที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับ AI เอง ไม่ใช่เพราะความจำเป็น แต่หมายความว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะหันมาใช้กับระบบ AI ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้สัมผัส แทนที่จะปฏิเสธมันไปแล้วนั่นเอง

4. อุตสาหกรรมด้าน ‘การคมนาคม’

ระบบ AI ถูกนำมาใช้ในการขับเคลื่อนระบบการขับขี่อัตโนมัติ และดูเหมือนว่าการใช้ยานยนต์ไร้คนขับจะเป็นที่แพร่หลายจริงๆ ภายในไม่กี่ปีข้างหน้านี้ หรืออย่างไกลสุดก็ไม่เกินสิบปีนี้อย่างแน่นอน

รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติมีความปลอดภัยสูง โดยรถตัวทดลองของ Google นั้นวิ่งได้ระยะทาง 1.8 ล้านไมล์ โดยที่เกิดอุบัติเหตุแค่ 13 ครั้งเท่านั้น ซึ่งสาเหตุมาเริ่มจากรถคันอื่นอีกด้วย นวัตกรรมนี้มีความปลอดภัยสูงมากเสียจนการขับรถด้วยตนเองอาจกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายไปเลยในอนาคต ซึ่งอาจเป็นเป็นข่าวร้ายสำหรับคนที่ขับรถเป็นอาชีพ แต่ก็ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้โดยสารที่จะได้ไม่ต้องเสี่ยงชีวิตจากอุบัติเหตุตามท้องถนน ที่ตามสถิติมีการเกิดอุบัติเหตุถึง 1.3 ล้านคนต่อปี เลยทีเดียว

5. อุตสาหกรรมด้าน ‘การเงิน’

มีการใช้ระบบ AI แบบง่ายๆ เพื่อตรวจสอบการทำธุรกรรมผ่านบัตรเครดิตปลอมและตรวจสอบการฉ้อโกง ในอุตสาหกรรมการเงินอยู่แล้ว แต่เทคโนโลยี AI ยังมีความสามารถจะพัฒนาประสิทธิภาพระบบการเงินให้ไปไกลกว่านี้ได้อีกมาก เพียงแค่ต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือถูกจับตามองจากองค์กรการเงินระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิดเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน AI ได้ถูกนำมาใช้ในการตลาดเพื่อซื้อขายพื้นที่โฆษณากันแล้ว ดังนั้นจึงน่าจะนำมาปรับใช้ในระบบการเงินและการลงทุนได้ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและเพื่อตัดสินใจในการลงทุน และการซื้อขายหุ้น ยิ่งไปกว่านั้นมันอาจนำมาซึ่งเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างสกุลเงินแลกเปลี่ยนแบบดิจิตอลขึ้นได้ ทั้งยังสามารถทำงานแทนบุคคลากรในสถาบันการเงินได้อย่างดีเยี่ยมทีเดียว

แล้วอะไรจะเกิดขึ้นบ้างในอนาคต?

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ระบบ AI จะสามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบอุตสาหกรรมด้านใดก็ตามที่มีระบบจัดเก็บข้อมูล ซึ่งก็หมายถึงแทบทุกอุตสาหกรรมในโลกยุคนี้นั่นแหละ และนั่นทำให้เกิดข้อสงสัยหนึ่งที่สำคัญต่อมนุษยชาติตามมาว่า หากเรามอบอำนาจการจัดการข้อมูลทั้งหมดให้ AI แล้วมันเกิดตัดสินใจผิดพลาดขึ้นมาจะทำอย่างไร? ยกตัวอย่างเช่นว่า ถ้าแพทย์ปฏิบัติตามคำแนะนำจากระบบ AI และผู้ป่วยเสียชีวิตจากผลข้างเคียงของยาล่ะ แพทย์ หรือ AI กันแน่ที่เป็นฝ่ายผิด?

แม้คำถามเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบในตอนนี้ แต่ AI ก็ไม่อาจถูกมองข้ามได้อีกต่อไป เพราะมันกำลังนำมาซึ่งประโยชน์มหาศาลเกินกว่าที่มนุษย์เราจะปฏิเสธได้ แต่คำถามในตอนนี้ก็คือ คุณจะเลือกพัฒนาตนเองไปตามเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หรือเลือกจะเพิกเฉยต่อมัน แล้วถูกทิ้งไว้ข้างหลังดีล่ะ?

 

Source: Inc-asean

แชร์บทความนี้

คู่มือประสบความสำเร็จ แอดไลน์

รับแรงบันดาลใจดีๆ ทุกวัน กดไลค์