5 สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อผู้นำ “ให้ใจกับงานและผู้ร่วมงาน”

682

เรามักจะถกเถียงกันเป็นประจำว่า ระหว่างผู้นำสองแบบนี้ แบบไหนเป็นวิธีที่ดีกว่ากัน คนที่จริงจังและใส่ใจที่ผลลัพธ์ หรือว่า คนที่ใส่ใจและรู้จักสร้างแรงกระตุ้นให้ลูกจ้าง แต่ผลสรุปจากงานวิจัยกลับพบว่า จริงๆ แล้วมันไม่ดีทั้งคู่เลยต่างหากล่ะ

James Zenger ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างพนักงานกว่า 60,000 คน ว่าคนแบบไหนที่เป็น “ผู้นำยอดเยี่ยม” ในสายตาของพวกเขา โดยทั้งคุณลักษณะในแบบ “ใส่ใจที่ผลลัพธ์งาน” และ “ใส่ใจลูกจ้าง”

มีเพียง 14% เท่านั้นที่เห็นว่าผู้นำที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์เป็นอันดับแรกเป็นผู้นำที่ดี และเช่นเดียวกัน มีเพียง 12% ที่เห็นว่าผู้นำที่ให้ความสำคัญกับผู้ร่วมงานและลูกจ้างเป็นอันดับแรก ว่าเป็นผู้นำที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม ผู้นำที่ใส่ใจทั้งผลลัพธ์ของงานและผู้ร่วมงานควบคู่กันไปอย่างสมดุลต่างหากที่กลุ่มตัวอย่างพนักงาน 72% ต่างยกให้เป็นผู้นำยอดเยี่ยม

“คุณจะเป็นผู้นำที่ดีได้ ก็ต่อเมื่อการกระทำของคุณได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นกล้าฝัน กล้าเรียนรู้ ลงมือทำและพัฒนาตนเอง” – จอห์น ควินซี่ อดัมส์

ผู้นำที่ให้ความสำคัญทั้งผลลัพธ์และผู้ร่วมงานอย่างเท่าเทียม สามารถกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยยังมองเห็นภาพโดยรวมของงานไปพร้อมกัน ความสมดุลนี้ยังนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่น่าทึ่งมากมาย เพราะพวกเขาสามารถทำสิ่งที่ผู้นำน้อยคนนักจะทำได้ และนี่ก็คือ 5 สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อเหล่าผู้นำให้ใจกับงานและผู้ร่วมงานอย่างสมดุล

1. พวกเขาแสดงความคิดเห็นได้อย่างไร้ที่ติ

การแสดงความคิดเห็นอย่างเฉียบแหลม ไร้ซึ่งอคติ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาน้ำใจและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น ถือเป็นความสามารถของผู้นำที่มีไหวพริบดีเยี่ยม ผู้นำที่ดีจะคำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดของลูกจ้างและยังรู้วิธีสื่อสารเพื่อให้พวกเขาพัฒนาตนเองได้

2. พวกเขาจัดทีมผู้ดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม

การวางแผนงานที่ดีนั้น อาศัยความใส่ใจต่อผลลัพธ์อย่างรอบคอบ คุณต้องคาดคะเนอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น หาวิธีการดำเนินงานที่เหมาะสม รวมไปถึงทีมผู้ดำเนินงานที่จะทำให้งานสำเร็จลุล่วงได้  มีผู้นำดีๆ มากมายที่มีศักยภาพในการวางแผนงานสูง แต่มีเพียงผู้นำที่เยี่ยมยอดเท่านั้นที่จะสามารถรวบรวมผู้ร่วมทีมที่สนใจและดำเนินการตามแผนได้จริงๆ ผู้นำที่ทำงานด้วยความใส่ใจทั้งผู้ร่วมงานและผลลัพธ์ได้นั้น สามารถสร้างทีมงานที่ตรงตามอุดมคติ ทั้งยังดึงเอาจุดแข็งและจุดอ่อนของสมาชิกทีมมาใช้เพื่อให้ทำงานร่วมกันอย่างสำเร็จลุล่วงได้

3. พวกเขาแก้ปัญหากันเป็นทีม

มีงานวิจัยเผยว่า ความคิดสร้างสรรค์ของทีมงานจะน้อยลงหากต้องอยู่ในที่ประชุมที่จัดโครงสร้างไม่ดี และยังทำให้ประชุมหาผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจไม่ได้อีกด้วย บ่อยครั้งกรณีเช่นนี้เกิดเพราะผู้ร่วมทีมมักจะเออออตามคนที่กล้าแสดงออกที่สุดในทีม บ้างก็ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นของตัวเอง หรือไม่ก็วิจารณ์ความคิดเห็นของผู้อื่นไม่เป็นนั่นเอง

4. พวกเขาจ้างพนักงานที่ดีที่สุดเท่านั้น

บริษัทที่ดีนั้นควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบการจ้างงานที่มีคุณภาพ เพราะนั่นจะนำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพสูง วัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง และอัตราการคงอยู่ (retention rate) สูง ในสังคมองค์กรที่มีทั้งคนที่ทำงานได้ดีเยี่ยมแต่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับผู้ร่วมงานได้ และคนที่เข้ากับผู้ร่วมงานได้ดีแต่กลับทำงานไม่มีคุณภาพเอาซะเลยก็มี จึงจำเป็นต้องอาศัยผู้นำที่มีศักยภาพในการเลือกจ้างพนักงานที่ทั้งเก่งและเข้ากับสังคมในบริษัทได้ เพื่อสร้างเสริมกำลังใจให้พนักงานและพัฒนาผลงานของบริษัทให้ดีขึ้น

5. พวกเขาสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและความผ่อนคลาย

การหาอะไรสนุกๆ ทำไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเจ้านายหลายๆ คน และโชคร้ายหน่อยที่มันอาจแลกมาด้วยผลงานที่ไม่น่าพึงพอใจ เจ้านายบางคนก็ปล่อยสบายจนเกินไป ในขณะเดียวกันก็มีเจ้านายบางคนที่จริงจังและเคร่งครัดเกินไปเช่นกัน เพราะฉะนั้นจึงต้องอาศัยผู้นำที่ใส่ใจทั้งผลลัพธ์และผู้ร่วมงานจึงจะสามารถผลักดันสร้างแรงกระตุ้นให้พนักงานแสดงศักยภาพของตนออกมาได้เต็มที่และมีโอกาสได้ผ่อนคลายเพื่อฉลองให้กับผลสำเร็จจากการทำงานบ้าง วิธีการนี้จะช่วยให้พนักงานไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป สร้างวัฒนธรรมที่ดีในองค์กร และยังนำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าพอใจด้วย

ความเป็นผู้นำก็เหมือนอีกหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตคนเรา คือต้องอาศัยสมดุล คุณไม่สามารถประสบความสำเร็จได้หากไม่ให้ความสำคัญกับพนักงานของตัวเอง และพวกเขาก็ไม่สามารถทำงานสำเร็จได้เช่นกันถ้าหากคุณไม่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่จะตามมา

 

Source : talentsmart

คุณคิดเห็นว่าอย่างไร?